Logo NECTEC
Human Resources Magazine Online Vol.18
   
การเปลี่ยนแปลงในองค์การ

โดย โนริ


การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่
การเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งความยุ่งยากหรือความลำบากใจ แต่บางครั้งการเปลี่ยนแปลงกับเป็นเรื่องราวดี ๆ เช่น การแต่งงาน การได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีก็ตาม บุคคลหรือองค์กรก็ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในองค์กร พนักงานแต่ละคนจะมีความคิดหรือการปฏิบัติตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแตกต่างกันออกไป คำถามก็คือ เราจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร คำตอบมีอยู่ว่า ผู้บริหารต้องทำให้เกิดความสมดุลในการเปลี่ยนแปลง ต้องกระตุ้นให้พนักงานในองค์การตระหนักถึงการมีส่วนร่วมและเข้าใจถึงกลยุทธ์ของบริษัทอย่างแท้จริง เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานที่ตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม โดยทำให้พนักงานเชื่อมั่นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่า จะเกิดผลดีกับตนเองและเกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์การเช่นกัน

ทำไมพนักงานจึงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในองค์การ
การที่พนักงานมักจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงในองค์การ เนื่องจากผู้บริหารและพนักงานมองภาพของการเปลี่ยนแปลงในจุดยืนและมุมมองที่แตกต่างกัน ในขณะที่ผู้บริหารมองการเปลี่ยนแปลงในองค์การเป็นโอกาศทางธุรกิจและโอกาสของพนักงาน (Opportunity) แต่พนักงานจำนวนมากกลับมองการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องของความยุ่งยาก (Disruptive) และการเข้ามาแทรกแซง (Intrusive)

แรงผลักดันที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์การ
การเปลี่ยนแปลงในองค์การเกิดจากการที่ผู้บริหารสูงสุดประเมินองค์การและพิจารณาถึงความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลงในองค์การเมื่อมีแรงผลักดันเกิดขึ้น ซึ่งแรงผลักดันส่วนใหญ่มาจากคน (People) เทคโนโลยี (Technology) กระบวนการในการให้ข้อมูลและติดต่อสื่อสาร (Information Processing and Communication) และการแข่งขัน (Competition)
คน (People) การเพิ่มขึ้นของความแตกต่างในเรื่องของอายุ การศึกษา เชื้อชาติ และภูมิหลัง เช่น กลุ่มผู้คนวัยทำงานพวก Generation X คือผู้ที่เกิดในช่วงปี ค.ศ. 1965-1980 และพวก Baby Boomers ผู้ที่เกิดในช่วงปี ค.ศ. 1946-1964 ซึ่งทำให้เกิดความต้องบการในการฝึกอบรม ผลประโยชน์ และระบบการจ่ายค่าตอบแทนที่แตกต่างกัน
เทคโนโลยี (Technology) การเพิ่มขึ้นของการใช้เทคโนโลยีในทุกรูปแบบ เช่น การใช้อินเตอร์เน็ต และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) อันส่งผลให้เกิดความต้องการในการฝึกอบรมและการศึกษาของพนักงานทุกระดับที่เพิ่มมากขึ้น การมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มากขึ้น และผลิตภัณฑ์เหล่านั้นสามารถเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วขึ้น
กระบวนการในการให้ข้อมูลและติดต่อสื่อสาร (Information Processing and Competition) การเพิ่มขึ้นของช่องทางที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ ดาวเทียมสื่อสาร และการประชุมทางไกลด้วยวีดิทัศน์ เป็นต้น ซึ่งมีผลทำให้เวลาในการปฏิสัมพันธ์เป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น การแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที และการจัดการสำนักงานในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม
การแข่งขัน (Competition) การเพิ่มขึ้นของตลาดยุคโลกาภิวัฒน์ เช่น ข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น จะทำให้เกิดการแข่งขันในระดับโลก ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบมีลักษณะโดดเด่นมากขึ้น มีต้นทุนต่ำลงและมีคุณภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงในองค์การยังมีอิทธิพลมาจากแรงผลักดัน 2 ส่วนคือ แรงผลักดันที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Driving Forces) และแรงต่อต้านการเปลี่ยนแปลง (Resisting Forces)
Driving Forces เป็นแรงผลักดันที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และทำให้การเปลี่ยนแปลงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยอาจมาจากแรงผลักดันทั้งภายในและภายนอกองค์กร เช่น
- การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของแหล่งเงินทุนของบริษัท
-พนักงานมีความสนใจและต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
- นโยบายในการสนับสนุนของรัฐบาล
- แรงผลักดันในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่
- สัมพันธภาพระหว่างเพื่อนร่วมงานที่เพิ่มขึ้นหรือหยุดชะงัก
- จุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันของพนักงาน
- การประเมินโครงการทำให้เกิดความต้องการในการเปลี่ยนแปลงองค์การ

Resisting Forces เป็นแรงผลักดันโดยมีการปฏิบัติที่ต่อต้านต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมาจากแรงต่อต้านภายในองค์การ เช่น
- กลุ่มที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับแนวความคิดใหม่ ๆ และต้องการทำสิ่งต่าง ๆ ในแนวทางที่ตนเองเคยทำแล้วสำเร็จมาก่อน
- กลุ่มที่ยังคงทำงานในรูปแบบเดิม ๆ แบบที่เคยทำมาเมื่อ 20 ปีก่อน เนื่องจากความเคยชิน
- กลุ่มที่ทำกิจกรรมเพียงเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและเพื่อให้มองว่างานยุ่งอยู่ตลอดเวลา
- กลุ่มผู้บริหารที่มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่าง ๆ น้อยมาก หรือมีการหมุนเวียนเข้าออกในทีมบริหารต่ำ

กระบวนการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์การอย่างต่อเนื่อง
แผนการเปลี่ยนแปลงที่มาจากผู้บริหารระดับสูงจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีกระบวนการอย่างต่อเนื่อง โดยผู้บริหารระดับสูงต้องตระหนักถึงความต้องการที่จะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์การและกระบวนการในการตัดสินใจ โดยมีทางเลือกในการเปลี่ยนแปลงที่สามารถนำไปปฏิบัติและประเมินผลได้ และเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด จากนั้น กระบวนการการเปลี่ยนแปลงจะถูกนำมาประยุกต์ใช้จริง และมีการประเมินผลเพื่อวัดประสิทธิผลและผลลัพธ์ที่ต้องการ
สิ่งสำคัญคือการที่องค์การจะต้องหา คือ ผู้กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงหรือตัวกลางในการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ซึ่งเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยสามารถวัดประสิทธิผลของกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงได้จากการเพิ่มขึ้นของผลิตผล (Productivity) ความมีประสิทธิผล (Effectiveness) ตลอดจนขวัญและกำลังใจของพนักงาน (Employee Morale) ซึ่งนำระบบ Transition Management เข้ามาช่วยในการวางแผน การจัดการ และการประยุกต์การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ

-(สรุปย่อจากคอลัมน์ Cover Story “HR Role for Organization Change” โดย สวนีย์ แก้วมณี และสุจิตต์ ปุคะละนันท์ วารสาร KHON MAGAZINE ปีที่ 27 ฉบับที่ 2/2549)



  หน้าแรก  
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
112 ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120
โทร.(662)5646900 โทรสาร (662)5646901-2